ศิลปะแห่งการจบเกม : Damian Lillard

ในจังหวะเกมที่ Portland Trail Blazers ตามหลัง L.A. Lakers อยู่ 11 คะแนนพร้อมกับเวลาบนป้ายยักษ์กลางสนามบอกว่าเหลืออยู่ 6 นาที ทุกคนคิดว่า Lakers กำลังอยู่สถานการณ์ที่ได้เปรียบแต่ Damian Lillard  ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใครปลอดภัยทั้งนั้นถ้าเกมยังไม่จบแม้จะยังนำอยู่ก็ตาม

ในเกมนั้น Lillard เก็บไป 19 แต้มในช่วงควอเตอร์สุดท้ายจากทั้งหมด 39 แต้มของทั้งเกม เขาสามารถพาทีมพลิกกลับมาชนะได้ด้วยเปิดโหมด “Lillard Time” ยิงสามแต้ม 4 ลูกติด

ตามสถิติในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของเกม ( 5 นาทีสุดท้ายของเกมและมีผลต่างของแต้มไม่เกิน 5 แต้ม) Lillard สามารถทำแต้มได้ถึง 110 แต้มจากเวลารวม 126 นาทีด้วยความแม่นยำ FG 49.3% และลูกโทษ 91.5%

ตั้งแต่เริ่มเข้าเดือน มีนาคม Lillard สร้างผลงานขึ้นมาอย่างโดดเด่น ทำ 50 แต้มเอาชนะ Kings ยิงลูกตัดสินเกม 0.9 วินาทีลงในเกมที่เจอกับ Suns แม้จะเล่นในช่วงต้นเกมไม่ดีก็ตาม

ที่มากไปกว่านั้นคือตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาทำระเบิดฟอร์มโดยเฉพาะเรื่องการทำแต้มแซงหน้าซุปเปอร์สตาร์ไปหลายต่อหลายคนรวมไปถึงพาทีมเอาชนะ 11 เกมส์ติิดด้วยค่าเฉลี่ย 30.5 แต้ม 7 แอสซิสต์ FG 42%

ดังนั้นเราจึงเอาบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเล่นจังหวะตัดสินเกม (clutch shots) ของ Damian Lillard  ว่าเขารู้สึกยังไงและทำได้ยังไงกับสถานการณ์ที่กดดันขนาดนั้นกับการตัดสินชัยชนะของทีม

คำถาม : ความคิดแบบไหนที่ทำให้คุณสามารถเล่นได้ดีในสถานการณ์ที่กดดันแบบนั้น?

DAMIAN LILLARD: ผมคิดว่าการฝึกซ้อมอย่างหนักคือเหตุผลหลักที่ทำให้นักกีฬาประสบความสำเร็จ มันทำให้ข้างในลึกๆของผมรู้ดีว่าผมทำมันได้และผมทำตามสิ่งที่ผมพูดได้ ผมได้ความมั่นใจจากตรงนั้นมาเยอะมาก ไม่ว่าสิ่งที่ผมทำผลจะออกมาเป็นยังไง จะดีหรือร้าย ผมสามารถยอมรับมันได้ ผมสามารถกลับบ้านไปอาบน้ำนอนแล้วถ้าตื่นขึ้นมาแล้วต่อให้เจอสถานการณ์แบบเดิมอีกผมก็ยังอยากเป็นคนตัดสินเกมอีก ผมไม่มีปัญหาเรื่องความมั่นใจเลย

ผมชอบช่วงสถานการณ์แบบนั้นนะ การได้อยู่ในช่วงเวลาสำคัญ ได้ปล่อยบอลตัดสินเกม ตรงนั้นมันคือโอกาสที่จะได้เกิดเพียง แค่โชว์ว่าพร้อมแค่ไหนก็พอ

คำถาม : ดูเหมือนว่าคุณจะมีความมั่นใจในการเล่นลูกตัดสินเกมตั้งแต่เป็นรุกกี้แล้ว คุณคิดว่าของแบบนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้เล่นแต่ละคนหรือเปล่า หรือว่ามันเป็นอะไรที่ฝึกกันได้

DAMIAN LILLARD : ผมคิดว่ามันก็ทั้งคู่นะ ผมไม่รู้ว่าทุกคนเชื่อในสัญชาตญาณตัวเองขนาดไหน หรือได้ความมั่นใจจากการฝึกซ้อมจริงๆมั้ย แต่ที่ผมแน่ใจคือต่อให้พวกเขาทุกคนฝึกซ้อมอย่างหนัก แต่ถ้าคุณเอาใครซักคนที่มีความมั่นใจมากๆและคิดว่าเก่งกว่าพวกเขาไปป้องกันพวกเขา บางทีการฝึกที่ผ่านมาของพวกเขามันอาจจะไร้ความหมายไปเลย เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาที่สำคัญคุณต้องใช้คนที่คิดว่า “ฉันทำได้แน่นอน ฉันฝึกหนักมาเพื่อการนี้ มันต้องสำเร็จแน่นอน”

มันไม่ใช่เวทมนต์หรือเคล็ดลับอะไรแบบนั้นหรอก ผมคิดว่ามันคือเรื่องของจิตใจคุณเองนั้นแหละ คุณต้องเชื่อมั่นใจตัวเอง เชื่อว่าตัวเองทำได้ แต่ของพวกนี้มาก็มาจากการฝึกซ้อมทั้งนั้น

damian-lillard-ftr-010318.jpg

คำถาม : ในสถานการณ์ที่กดดัน คุณยังสามารถเล่นได้หลายรูปแบบทั้งๆที่ก็รู้จักผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามดีว่าเก่งขนาดไหน แต่คุณเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าเหรอ? แล้วมั่นใจได้ยังไงว่าจะไปอยู่ในตำแหน่งที่ตัวเองต้องอยู่ได้?

DAMIAN LILLARD : แน่นอนคุณต้องเชื่อมั่นในตัวเองเพราะทีมก็รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงเล่น ผู้เล่นต้องทำตามหน้าที่ของตัวเอง ถ้าคุณก้าวออกไปแล้วคิดว่า “ไม่อยากเล่นเพลย์นี้เลย”, “กลัวโดนแย่งบอลออกจากมือ” หรือ “กลัวทำเสียเทิร์นโอเวอร์” ถ้าคิดแบบนั้นคุณก็เอาชนะสถานการณ์เหล่านั้นไม่ได้

คำถาม : ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 ตอนที่คุณเป็นรุกกี้ คุณจำได้มั้ยว่าครั้งแรกที่ยิงลูก Winners คือตอนไหน

DAMIAN LILLARD : เกมที่เจอกับ New Orleans

คำถาม : อะไรที่สร้างความมั่นในให้คุณในฐานะรุกกี้ว่าคุณทำได้แน่นอน

DAMIAN LILLARD : ก็เหมือนที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้แหละครับ ผมฝึกมาอย่างหนักโดยเฉพาะปีที่เป็นรุกกี้ ก่อนจะซ้อมกับทีมผมก็มาเวทรอหลังซ้อมกับทีมเสร็จผมก็ยังซ้อมยิงคนเดียวต่อ ผมเคยต้องกับเจอ Ronnie Price (อดีตผู้เล่นของ Portland) เขาเป็นผู้เล่นตัวเก๋าที่ถ้าป้องกันใครแล้วจะตามกัดไม่ปล่อย (ปัจจุบันให้นึกถึง Pat Beverly) มันเป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลยแต่ผมเชื่อว่าผมต้องคนแบบเขาอีกเยอะและต้องผ่านมันไปให้ได้

แม้แต่ในเกมนั้น(เกมที่ยิงลูกปิดเกมใส่ New Orleans) วันนั้นผมก็ยิงได้แย่มากๆ (Lillard ยิง 13 ลงแค่ 4 ก่อนที่จะยิงลูกสุดท้ายลง) แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง หัวของผมก็โล่งไม่คิดเรื่องอะไรนอกจากโอกาสที่จะได้เกิดและทำเพลย์นั้นให้ได้

คำถาม : มีอีกหนึ่งลูกที่คุณยิงในฤดูกาลนี้ ในเกมที่เจอกับ Lakers ลูกที่คุณ Stepback ยิงลูกสุดท้ายลง คุณรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำยังไงแล้วออกมาเป็นแบบไหน หรือ รอดูท่าทีอ่านทางคู่ต่อสู้ที่มาป้องกันก่อนแล้วค่อยเลือกเล่น

DAMIAN LILLARD : ผมเห็นพวกเขาเอาผู้เล่นที่สูงกว่ามาป้องกันผม (Brandon Ingram) ซึ่งก็จะสร้างปัญหาให้ผมนิดหน่อยถ้าไปสู้กันใต้แป้น บ้างทีเข้าไปอาจจะไม่ได้ฟาวล์ด้วย ดังนั้นผมเลยใช้ความเร็ว เล่นกับจังหวะการก้าวเท้าของเขา หลอกเขาด้วยการกระชากลำตัวนิดๆเพื่อให้เขาถอยหลังกลับไปและเมื่อถึงจังหวะที่ผมมั่นใจ Stepback ก็บังเกิด

เกมก่อนหน้านั้นตอนที่แข่งกับ Utah เราก็เจอสถานการณ์แบบเดียวกันแต่ผมเลือกที่จะข้ามบอลเข้าหาห่วงแล้วสุดท้ายก็โดยบล็อค (โดน Rudy Gobert เซ็นเตอร์ของ Utah Jazz บล็อค) เราแพ้ให้กับ Jazz ในคืนนั้นแต่ผมก็คิดว่า ผมอยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่แล้ว ทำในสิ่งที่ควรทำแล้วปล่อยบอล และในเกมต่อมาเราก็ชนะ Lakers ด้วยลูกปิดของผม

คำถาม : คุณคิดว่าความล้มเหลวมันสำคัญพอๆกับความสำเร็จมั้ย เพราะเวลาที่เราล้มเหลวมักจะทำให้เราเรียนรู้แล้วก้าวต่อไปได้

DAMIAN LILLARD : แน่นอน คุณจะได้บทเรียนจากมัน ความล้มเหลวมันจะขัดเกลาคุณ แต่มันก็ตลกดีนะเพราะต่อให้ผมยิงพลาดหรือโดนบล็อคลูกยิงสุดท้ายแล้วทีมแพ้ พอสุดท้ายผมก็จะกลับมาเจอสถานการณ์ที่ต้องตัดสินแพ้ชนะให้ทีมอีกในเกมต่อมา ผมกลับไม่เคยคิดถึงความผิดพลาดของเกมที่ผ่านไปเลยตอนที่ต้องเจอสถานการณ์แบบนั้น ผมบอกโค๊ชว่า “ผมอยากได้บอลมาอยู่ในมือ” ผมไม่เคยมีความคิดที่ว่า “ฉันเคยพลาดมาแล้ว ถ้าฉันยิงพลาดอีกละ” เลย

ความกังวลใจไม่เคยเข้ามาในหัวผมเลย ความคิดของผมมันแบบว่า “เกมมันจบแน่ ผมเป็นคนจัดการมันเอง”

คำถาม : ถ้าในสถานการณ์เดียวกัน ทีมคุณตามอยู่ 1 คะแนน นอกจากตัวคุณเองแล้วถ้าให้เลือกใครซักคนมาปิดเกม คุณจะเลือกใคร

DAMIAN LILLARD : ถ้าไม่ใช่ตัวเอง ผมเลือก Kobe

คำถาม : ทำไมถึงเลือก Kobe ละ 

DAMIAN LILLARD : คุณก็รู้ ต่อให้ Kobe ยิง 35 ครั้งแล้วลงแค่ลูกเดียว แต่เมื่อถึงจังหวะสำคัญ ต้องยิงลูกสุดท้าย เขาก็สามารถยิงได้เหมือนก่อนหน้านี้เขายิงลง 34 ลูก และไม่ว่าเขาจะยิงลงหรือไม่ลง มันก็ไม่สามารถทำอะไรความคิดเขาได้

ที่มา http://www.sportingnews.com/ca/nba/news/damian-lillard-trail-blazers-news-game-winner-clutch-stats-highlights-shot-moments/1ivj2hurfqj6e1c2jcxsevct2w

Advertisements

เจ็บไม่เป็นไร GSW หยุดซ้อมเพื่อฉลองวันเกิด Curry อายุครบ 30 ปี

แม้จะแพ้มา 2 เกมส์ติดและผู้เล่นตัวหลักอย่าง Stephen Curry ยังต้องพักรักษาตัวเพิ่มอีก 4 เกมส์จากเหตุการณ์ข้อเท้าพลิกในเกมที่แข่งกับ San Antonio Spurs แต่ดูเหมือน Golden State Warriors จะไม่เป็นกังวลเท่าไหร่นักเพราะพวกเขาได้ยกเลิกการซ้อม 1 วันเพื่อไปฉลองวันเกิดอายุครบ 30 ปีให้กับ Stephen Curry บนเรือยอรช์

ในงานมีแร๊พเปอร์อย่าง E-40 มาแสดงโชว์และทุกคนก็ออกมาเต้นอย่างสนุกสนานโดยเฉพาะ Steve Kerr ที่ดูเหมือนอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หลังจะอาการดีขึ้นมา

และเจ้าของวันเกิดที่กินอย่างเดียวไม่สนใจใคร

Dirk Nowitzki หัวใจไม่ไช่เรื่องเงิน

ทุกคนรู้ว่า เดิร์ค โนวิทซ์กี้ คือแชมป์ NBA ผู้เล่นระดับ MVP (ทั้งในฤดูกาลปกติและรอบ Finals) ตำนานแห่งเมืองดัลลัสและนักบาสขวัญใจชาวยุโรปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เดิร์คเป็นนักกีฬาที่ประพฤติตัวดีทั้งในและนอกสนาม เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน และเป็นหนึ่งในนักบาสที่จงรักภักดีกับทีมมากที่สุด สำหรับนักบาส NBA บาสเกตบอลก็คืออาชีพของพวกเขา บ่อยครั้งที่การตัดสินใจของผู้เล่นขึ้นอยู่กับค่าตอบแทนหรือรายได้…ซึ่งนั่นก็ไม่ไช่เรื่องผิดอะไร…แต่สำหรับ เดิร์ค เค้าแสดงให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนมาตลอดอาชีพการเล่นว่า เงินไม่ไช่สิ่งสำคัญ เค้าสนใจแค่ ‘บาสเกตบอล’ เท่านั้น

ใครจะเชื่อว่านักบาสระดับ เดิร์ค โนวิทซ์กี้ ‘ไม่มีเอเจนท์’ ‘ไม่มีผู้จัดการธุรกิจประจำตัว’ ไม่สนใจแม้กระทั่งการไปเซ็นสัญญาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าต่างๆ ยกเว้นแค่สัญญารองเท้าบาสกับ Nike เพียงแบรนด์เดียว (และตัวเค้าก็ยังจำกัดการเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากกับ Nike) เดิร์คเลือกที่จะรับงานนอกหรือเจรจาสัญญาด้วยตนเอง ด้วยระดับความเป็นซุปเปอร์สตาร์ของเค้า โอกาสในการสร้างรายได้นอกสนามมันมากมายมหาศาล

“มีข้อเสนอเข้ามามากจริงๆ” เดิร์ค เล่าให้นักเขียนจากนิตยสารเยอรมันแห่งหนึ่งฟัง “คุณจะไม่อยากเชื่อเลยว่ามี ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือกี่บริษัทที่ส่งนาฬิกามาให้ผม แต่ก็เท่านั้นละ ผมยกนาฬิกาทุกเรือนให้คนอื่น ผมพอใจแล้วกับสิ่งที่ผมมี มันบ้าบอเกินไปนะ ถ้าชีวิตคุณมีพร้อมทุกอย่างแล้วแต่ยังจะต้องมาวุ่นวายกับชีวิตด้วยการรับโฆษณาของพวกนั้น? [สำหรับผม] คงไม่ล่ะ แต่ขอบคุณมากนะ”

และการที่เดิร์คพูดว่าพอใจกับสิ่งที่มีแล้วก็คงไม่ไช่เรื่องแปลกอะไรนัก เพราะตลอดอาชีพการเล่น เดิร์คทำรายได้จากค่าเหนื่อยจากการเล่นบาสเพียงอย่างเดียวราวๆ 200 ล้านเหรียญ (ประมาณ 7,000 ล้านบาท) แน่นอน มันเป็นจำนวนเงินมากจนน่าตกใจ จำนวนที่คนส่วนใหญ่ได้แต่ฝันถึง แต่มันจะน่าตกใจยิ่งกว่านั้นถ้ามานั่งนึกว่า เดิร์ค ปฏิเสธโอกาสในการสร้างรายได้ไปอีกจำนวนมากมายมหาศาลเท่าไหร่…ทั้งจากการปฏิเสธรับเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณา และ การรับค่าเหนื่อยจาก Dallas Mavericks ที่ต่ำกว่าสิ่งที่เค้าสามารถเรียกได้

นี่คือบทความจาก Jim Pagels ที่เขียนให้กับนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับการรับค่าเหนื่อยที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และ การปฏิเสธข้อเสนอเป็นจำนวนเงินมหาศาลจากทีมอื่นๆ ทั้งหมดเกิดความจงรักภักดีที่เค้ามีต่อทีม Dallas Mavericks และความรักที่มีต่อบาสเกตบอลของเดิร์คโดยไม่สนใจจะนำมุมมองของธุรกิจมาใช้กับสิ่งที่เค้ารัก

ในปี 2014 เดิร์ค ต่อสัญญากับ Dallas ออกไปอีก 3 ปีด้วยค่าเหนื่อยเพียง 25 ล้านเหรียญ โดยปฏิเสธข้อเสนอขั้นสูงสุด (Max Contract Offers) มูลค่า 97 ล้านเหรียญ กับสัญญา 4 ปีจาก Houston Rockets และ Los Angeles Lakers…เค้าสมัครใจทิ้งเงินค่าเหนื่อยกว่า 65% หรือจำนวน 72 ล้านเหรียญไปกับสายน้ำเพียงเพื่อที่จะได้อยู่กับทีมของเค้าต่อไป หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการยอมลดค่าตัวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก…และนั่นก็ไม่ไช่ครั้งแรกด้วยที่ เดิร์คยอมรับค่าเหนื่อยต่ำกว่าความเป็นจริงแบบนั้น ในปี 2010 เดิร์คมีสิทธิได้รับสัญญาสูงสุด (Max Contract) กับดัลลัสด้วยมูลค่า 96 ล้านเหรียญ แต่เพื่อช่วยให้ทีมมีเพดานเงินเดือนเหลือพอที่จะรักษาผู้เล่นคนอื่น เดิร์คตกลงเซ็นสัญญากับทีมเพียง 80 ล้านเหรียญ…ผลที่ได้รับคือ…Mavericks สามารถคว้าแชมป์ NBA ได้ในปีแรกหลังจากที่เซ็นสัญญาฉบับนั้น พร้อมกับรางวัล Finals MVP ของเดิร์ค

การที่เดิร์คไม่สนใจและปฏิเสธข้อเสนอที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องนี่เอง ทำให้เค้าเป็นที่ชื่นชมและถูกมองเป็นซุปเปอร์สตาร์ที่มีภาพลักษณ์แตกต่างจากคนอื่น เดิร์คไม่เคยพยายามทำตัวให้ข่าวหรือเป็นที่สนใจจากสื่อ ไม่ว่าจะตอนที่เค้าได้แชมป์ NBA หรือตอนที่เค้าต่อสัญญาในแต่ละครั้ง สิ่งเดียวที่เค้าสนใจคือความสำเร็จบนสนามบาสเกตบอล ไม่ไช่การเป็นหน้าตาให้กับบริษัทนาฬิกา

มีบทวิจัยฉบับหนึ่งวิเคราะห์ว่า การที่เดิร์คยิ่งปฏิเสธข้อเสนอต่างๆ ยิ่งทำให้ตัวเค้ามีมูลค่าทางการตลาดมากกว่านักบาสคนอื่นๆ ในลีก โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่เค้าคว้าแชมป์ได้ ผลสำรวจ “ความดึงดูด การเป็นที่รู้จัก และ โอกาสในการได้เซ็นสัญญาทางการตลาด” ของนักกีฬาที่สำรวจโดย The Nielsen/E-Poll แสดงให้เห็นว่า คะแนนของเดิร์คขึ้นมาสูงกว่านักบาสทุกคนที่ยังคงเล่นอยู่ในลีก ณ ขณะนั้น สูงกว่า Tom Brady ซุปเปอร์สตาร์ของกีฬายอดฮิตอย่างอเมริกันฟุตบอลซะอีกด้วยซ้ำ

“ผมเคยได้ยินหลายคนในลีกพูดว่า พวกเราควรเลือกให้ดีว่าจะร่วมธุรกิจกับใคร เพื่อที่จะได้ไม่ไขว้เขวจากเส้นทางนักกีฬาอาชีพที่เป็นอยู่…แต่การที่มีคนบางคน ที่ประสบความสำเร็จขนาดนั้น มีโอกาสที่จะเซ็นสัญญาหรือสร้างรายได้มหาศาลขนาดนั้น แต่กลับปฏิเสธแนวคิดเรื่องการสร้างรายได้ให้มากที่สุด มันเป็นสิ่งพิเศษเฉพาะตัวจริงๆ” Kevin Adler ประธานบริษัทการตลาดแห่งหนึ่งในเมืองชิคาโกกล่าว

ความรักในบาสเกตบอลของเดิร์ค ถูกส่งผ่านไปถึงแฟนบาสเกตบอลของเค้าอยู่เสมอ…นอกสนาม เดิร์คยินดีที่จะพูดคุย ถ่ายรูปหรือแจกลายเซ็นให้กับแฟนบาสที่มีโอกาสได้พบเจอ มีอยู่ครั้งหนึ่งรายการทีวีที่ชื่อว่า Punk’d (รายการจัดฉากวางแผนแกล้งดาราและแอบถ่ายวิดีโอไว้คล้ายกับ สาระแนโชว์ ของบ้านเรา) ส่งเด็กคนหนึ่งไปแกล้งขอลายเซ็นเดิร์คในขณะที่เค้ากำลังกินมื้อค่ำอยู่กับเพื่อน โดยปกติแล้ว มันเป็นสิ่งที่ถือว่าค่อนข้างเสียมารยาทสำหรับการไปรบกวนนักกีฬาหรือดาราระหว่างที่เค้ากำลังทานอาหารหรือทำธุระอยู่ แต่เดิร์คหยุดทานอาหารและเซ็นเสื้อบาสให้กับเด็กคนนั้นด้วยความเต็มใจ แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เด็กคนนั้นไม่ได้แค่ขอให้เดิร์คเซ็นบนเสื้อบาสของเขา เด็กคนนั้นนำของที่ระลึกจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นหมวก ภาพถ่ายมาให้เดิร์คเซ็นต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเดิร์คก็ยังคงเซ็นให้ต่อไปด้วยความยินดี และที่แสบไปยิ่งกว่านั้น เด็กคนนั้นเริ่มนำของแปลกประหลาดจำนวนมากเต็มถุงที่ไม่เกี่ยวกับทีม Dallas Mavericks แม้แต่น้อย อย่างเช่น เสื้อบาสของ LeBron James หมวกของทีม Lakers หรือแม้กระทั่ง ขอให้เซ็นลงบนเมนูอาหารของร้าน…แน่นอน เดิร์ค งงและเริ่มไม่พอใจ แต่ก็ปฏิเสธไปด้วยความสุภาพ…เด็กคนนั้นออกอาการโมโห สบถด่า เดินจากไป และอีกสักพักก็กลับมาขอร้องเดิร์คให้เซ็นของแปลกประหลาดพวกนั้นอีกครั้ง เดิร์คที่รู้สึกอึดอัดแบบเห็นได้ชัด ได้แต่ตอบว่า ให้รอให้เค้าทานข้าวให้เสร็จก่อนอีก 10 นาทีแล้วจะจัดการให้…ในขณะนั้น เพื่อนของเดิร์คถึงกับประหลาดใจว่า เค้าจะยอมเซ็นของพวกนั้นจริงๆ? จนในที่สุดเมื่อเดิร์คพลิกเมนูอาหารนั้นขึ้นมา จึงเห็นข้อความเฉลยว่า เค้ากำลังถูกแกล้งออกรายการทีวีอยู่ เค้าได้แต่ยิ้มและหัวเราะออกมาเสียงดัง

ตั้งแต่เข้าลีกจนถึงวันนี้…วันที่ชื่อของเดิร์ครอวันจารึกเข้าสู่หอเกียรติยศ (Hall of Fame) อย่างสง่างาม เดิร์คก็ยังคงทำตัวเหมือนเดิม ชายหนุ่มอารมณ์ดี สำเนียงเยอรมัน กับผมยาวๆ ยุ่งๆ พันกันไปมาในสนาม…แม้เค้าจะประสบความสำเร็จมากมายเพียงใด และมีโอกาสสร้างรายได้จากชื่อเสียงได้มากเพียงใด สิ่งเดียวที่เค้าต้องการก็ยังคงเป็น ‘การได้อยู่กับบาสเกตบอล’ ที่เค้ารักตลอดไป

จังหวะการปาซุปในตำนานของเจอาร์ สมิธ และ หนึ่งล้านคำถามที่ต้องการคำตอบ

สำหรับเกมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาของทีม คลีฟแลนด์ แคฟวาเลียร์ นั้น มือยิงหลากอารมณ์ เจอาร์ สมิธ ไม่ได้ลงทำการแข่งขัน โดยทางทีมได้มีการรายงานว่า มีการสั่งพักห้ามลงแข่งขัน 1 เกม เนื่องจากมีการกระทำกิริยาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในเกมนั้น เป็นทาง ร็อดนีย์ ฮูด ที่ได้ลงเป็นตัวจริง แต่ ตอนนี้ สมิธ กลับมาร่วมซ้อมกันทีมเรียบร้อยแล้ว และ คาดว่าคงกลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งสำหรับเกมในคืนวันเสาร์นี้ Continue reading จังหวะการปาซุปในตำนานของเจอาร์ สมิธ และ หนึ่งล้านคำถามที่ต้องการคำตอบ

เกมเปลี่ยนโลก: 54 แต้มของเคอรี่ที่ แมดิสันสแควร์การ์เดน

“ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่า ผู้ชายคนนี้ จะเป็นคนที่จะมาเปลี่ยนนิยามของจังหวะการยิงที่มีคุณภาพในโลกของ NBA” – ดอริส เบิร์ก Continue reading เกมเปลี่ยนโลก: 54 แต้มของเคอรี่ที่ แมดิสันสแควร์การ์เดน

Jordan Clarkson เผยความต่างของการเป็นผู้นำระหว่าง Kobe กับ LeBron

หลังจากที่เล่นให้กับ L.A. Lakers มาได้ 3 ฤดูกาลและถูกเทรดมาอยู่กับ Cleveland Cavaliers การ์ดวัย 25 ปี Jordan Clarkson กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นไม่กี่คนที่มีโอกาสร่วมทีมกับสองสูดยอดผู้เล่นอย่าง LeBron James และ Kobe Bryant

แม้จะพึ่งเปลี่ยนสีเสื้อที่ใส่ได้ไม่นาน ( 6 เกมส์ ณ วันที่เขียน) แต่ Clarkson ก็สามารถบอกความถึงแตกต่างในการนำทีมของทั้งคู่อย่างชัดเจนทีเดียว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ jordan clarkson kobe

“ช่วงที่ผมเป็นรุกกี้ Kobe จะมาอยู่กับผมเสมอ” Clarkson กล่าวในรายการวิทยุ Newsradio WTAM 1100 “ต้องเข้าไปในยิมตั้งแต่เช้ากับเขาเพื่อยิงบอลแล้วก็ซ้อมอะไรแบบนั้น ตอนอยู่ในสนามเขาไม่พูดเหมือน LeBron ที่คุยกับทุกคนคอยปลุกใจให้กำลังใจอะไรแบบนั้น แต่ Kobe ก็มีวิธีการปลุกใจในรูปแบบของเขา มันมีอะไรคล้ายๆกันอยู่”

นอกจากนี้เขายังเสริมอีกว่าตอนที่อยู่ Lakers ช่วงเวลาที่อยู่กับ Kobe มักจะเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างโหดพอสมควร

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ jordan clarkson lebron

“ทั้งคู่เป็นผู้นำที่แตกต่างกัน LeBron จะให้กำลังใจและพาทุกคนไปด้วยกัน ส่วน Kobe เขาจะทดสอบคุณ ดูว่าคุณเต็มที่ให้กับเขาแค่ไหน จะตะโกนใส่คุณ เปิดศอกใส่ เขาจะทำทุกอย่างไม่ว่าอะไร เขาก็มีแนวทางการนำทีมของเขา มันก็เป็นสองรูปแบบที่ต่างกัน ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้เจอทั้งสองแบบ ”

Clarkson ภายใต้การนำของ LeBron มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 14.2 แต้ม ยิงสามแต้ม 40.7% และมี 13.9 แต้ม ยิงสามแต้ม 33.8 % ในสองปีแรกเมื่อสวมชุดม่วงทอง Lakers

มุมมองของ Clarkson เป็นเพียงอีกมุมมองหนึ่งที่มองสองผู้นำเท่านั้นและยังเป็นเพียงช่วงฤดูกาลปกติ เขาต้องรอดูอีกว่าช่วง Playoff จะเป็นอย่างไรเพราะในการเล่นอาชีพเขายังไม่เคยเข้า Playoff เลยและดูเหมือนปีนี้จะเป็นปีแรกที่เขาได้เข้าไป