Dirk Nowitzki หัวใจไม่ไช่เรื่องเงิน

ทุกคนรู้ว่า เดิร์ค โนวิทซ์กี้ คือแชมป์ NBA ผู้เล่นระดับ MVP (ทั้งในฤดูกาลปกติและรอบ Finals) ตำนานแห่งเมืองดัลลัสและนักบาสขวัญใจชาวยุโรปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เดิร์คเป็นนักกีฬาที่ประพฤติตัวดีทั้งในและนอกสนาม เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน และเป็นหนึ่งในนักบาสที่จงรักภักดีกับทีมมากที่สุด สำหรับนักบาส NBA บาสเกตบอลก็คืออาชีพของพวกเขา บ่อยครั้งที่การตัดสินใจของผู้เล่นขึ้นอยู่กับค่าตอบแทนหรือรายได้…ซึ่งนั่นก็ไม่ไช่เรื่องผิดอะไร…แต่สำหรับ เดิร์ค เค้าแสดงให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนมาตลอดอาชีพการเล่นว่า เงินไม่ไช่สิ่งสำคัญ เค้าสนใจแค่ ‘บาสเกตบอล’ เท่านั้น

ใครจะเชื่อว่านักบาสระดับ เดิร์ค โนวิทซ์กี้ ‘ไม่มีเอเจนท์’ ‘ไม่มีผู้จัดการธุรกิจประจำตัว’ ไม่สนใจแม้กระทั่งการไปเซ็นสัญญาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าต่างๆ ยกเว้นแค่สัญญารองเท้าบาสกับ Nike เพียงแบรนด์เดียว (และตัวเค้าก็ยังจำกัดการเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากกับ Nike) เดิร์คเลือกที่จะรับงานนอกหรือเจรจาสัญญาด้วยตนเอง ด้วยระดับความเป็นซุปเปอร์สตาร์ของเค้า โอกาสในการสร้างรายได้นอกสนามมันมากมายมหาศาล

“มีข้อเสนอเข้ามามากจริงๆ” เดิร์ค เล่าให้นักเขียนจากนิตยสารเยอรมันแห่งหนึ่งฟัง “คุณจะไม่อยากเชื่อเลยว่ามี ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือกี่บริษัทที่ส่งนาฬิกามาให้ผม แต่ก็เท่านั้นละ ผมยกนาฬิกาทุกเรือนให้คนอื่น ผมพอใจแล้วกับสิ่งที่ผมมี มันบ้าบอเกินไปนะ ถ้าชีวิตคุณมีพร้อมทุกอย่างแล้วแต่ยังจะต้องมาวุ่นวายกับชีวิตด้วยการรับโฆษณาของพวกนั้น? [สำหรับผม] คงไม่ล่ะ แต่ขอบคุณมากนะ”

และการที่เดิร์คพูดว่าพอใจกับสิ่งที่มีแล้วก็คงไม่ไช่เรื่องแปลกอะไรนัก เพราะตลอดอาชีพการเล่น เดิร์คทำรายได้จากค่าเหนื่อยจากการเล่นบาสเพียงอย่างเดียวราวๆ 200 ล้านเหรียญ (ประมาณ 7,000 ล้านบาท) แน่นอน มันเป็นจำนวนเงินมากจนน่าตกใจ จำนวนที่คนส่วนใหญ่ได้แต่ฝันถึง แต่มันจะน่าตกใจยิ่งกว่านั้นถ้ามานั่งนึกว่า เดิร์ค ปฏิเสธโอกาสในการสร้างรายได้ไปอีกจำนวนมากมายมหาศาลเท่าไหร่…ทั้งจากการปฏิเสธรับเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณา และ การรับค่าเหนื่อยจาก Dallas Mavericks ที่ต่ำกว่าสิ่งที่เค้าสามารถเรียกได้

นี่คือบทความจาก Jim Pagels ที่เขียนให้กับนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับการรับค่าเหนื่อยที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และ การปฏิเสธข้อเสนอเป็นจำนวนเงินมหาศาลจากทีมอื่นๆ ทั้งหมดเกิดความจงรักภักดีที่เค้ามีต่อทีม Dallas Mavericks และความรักที่มีต่อบาสเกตบอลของเดิร์คโดยไม่สนใจจะนำมุมมองของธุรกิจมาใช้กับสิ่งที่เค้ารัก

ในปี 2014 เดิร์ค ต่อสัญญากับ Dallas ออกไปอีก 3 ปีด้วยค่าเหนื่อยเพียง 25 ล้านเหรียญ โดยปฏิเสธข้อเสนอขั้นสูงสุด (Max Contract Offers) มูลค่า 97 ล้านเหรียญ กับสัญญา 4 ปีจาก Houston Rockets และ Los Angeles Lakers…เค้าสมัครใจทิ้งเงินค่าเหนื่อยกว่า 65% หรือจำนวน 72 ล้านเหรียญไปกับสายน้ำเพียงเพื่อที่จะได้อยู่กับทีมของเค้าต่อไป หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการยอมลดค่าตัวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก…และนั่นก็ไม่ไช่ครั้งแรกด้วยที่ เดิร์คยอมรับค่าเหนื่อยต่ำกว่าความเป็นจริงแบบนั้น ในปี 2010 เดิร์คมีสิทธิได้รับสัญญาสูงสุด (Max Contract) กับดัลลัสด้วยมูลค่า 96 ล้านเหรียญ แต่เพื่อช่วยให้ทีมมีเพดานเงินเดือนเหลือพอที่จะรักษาผู้เล่นคนอื่น เดิร์คตกลงเซ็นสัญญากับทีมเพียง 80 ล้านเหรียญ…ผลที่ได้รับคือ…Mavericks สามารถคว้าแชมป์ NBA ได้ในปีแรกหลังจากที่เซ็นสัญญาฉบับนั้น พร้อมกับรางวัล Finals MVP ของเดิร์ค

การที่เดิร์คไม่สนใจและปฏิเสธข้อเสนอที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องนี่เอง ทำให้เค้าเป็นที่ชื่นชมและถูกมองเป็นซุปเปอร์สตาร์ที่มีภาพลักษณ์แตกต่างจากคนอื่น เดิร์คไม่เคยพยายามทำตัวให้ข่าวหรือเป็นที่สนใจจากสื่อ ไม่ว่าจะตอนที่เค้าได้แชมป์ NBA หรือตอนที่เค้าต่อสัญญาในแต่ละครั้ง สิ่งเดียวที่เค้าสนใจคือความสำเร็จบนสนามบาสเกตบอล ไม่ไช่การเป็นหน้าตาให้กับบริษัทนาฬิกา

มีบทวิจัยฉบับหนึ่งวิเคราะห์ว่า การที่เดิร์คยิ่งปฏิเสธข้อเสนอต่างๆ ยิ่งทำให้ตัวเค้ามีมูลค่าทางการตลาดมากกว่านักบาสคนอื่นๆ ในลีก โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่เค้าคว้าแชมป์ได้ ผลสำรวจ “ความดึงดูด การเป็นที่รู้จัก และ โอกาสในการได้เซ็นสัญญาทางการตลาด” ของนักกีฬาที่สำรวจโดย The Nielsen/E-Poll แสดงให้เห็นว่า คะแนนของเดิร์คขึ้นมาสูงกว่านักบาสทุกคนที่ยังคงเล่นอยู่ในลีก ณ ขณะนั้น สูงกว่า Tom Brady ซุปเปอร์สตาร์ของกีฬายอดฮิตอย่างอเมริกันฟุตบอลซะอีกด้วยซ้ำ

“ผมเคยได้ยินหลายคนในลีกพูดว่า พวกเราควรเลือกให้ดีว่าจะร่วมธุรกิจกับใคร เพื่อที่จะได้ไม่ไขว้เขวจากเส้นทางนักกีฬาอาชีพที่เป็นอยู่…แต่การที่มีคนบางคน ที่ประสบความสำเร็จขนาดนั้น มีโอกาสที่จะเซ็นสัญญาหรือสร้างรายได้มหาศาลขนาดนั้น แต่กลับปฏิเสธแนวคิดเรื่องการสร้างรายได้ให้มากที่สุด มันเป็นสิ่งพิเศษเฉพาะตัวจริงๆ” Kevin Adler ประธานบริษัทการตลาดแห่งหนึ่งในเมืองชิคาโกกล่าว

ความรักในบาสเกตบอลของเดิร์ค ถูกส่งผ่านไปถึงแฟนบาสเกตบอลของเค้าอยู่เสมอ…นอกสนาม เดิร์คยินดีที่จะพูดคุย ถ่ายรูปหรือแจกลายเซ็นให้กับแฟนบาสที่มีโอกาสได้พบเจอ มีอยู่ครั้งหนึ่งรายการทีวีที่ชื่อว่า Punk’d (รายการจัดฉากวางแผนแกล้งดาราและแอบถ่ายวิดีโอไว้คล้ายกับ สาระแนโชว์ ของบ้านเรา) ส่งเด็กคนหนึ่งไปแกล้งขอลายเซ็นเดิร์คในขณะที่เค้ากำลังกินมื้อค่ำอยู่กับเพื่อน โดยปกติแล้ว มันเป็นสิ่งที่ถือว่าค่อนข้างเสียมารยาทสำหรับการไปรบกวนนักกีฬาหรือดาราระหว่างที่เค้ากำลังทานอาหารหรือทำธุระอยู่ แต่เดิร์คหยุดทานอาหารและเซ็นเสื้อบาสให้กับเด็กคนนั้นด้วยความเต็มใจ แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เด็กคนนั้นไม่ได้แค่ขอให้เดิร์คเซ็นบนเสื้อบาสของเขา เด็กคนนั้นนำของที่ระลึกจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นหมวก ภาพถ่ายมาให้เดิร์คเซ็นต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเดิร์คก็ยังคงเซ็นให้ต่อไปด้วยความยินดี และที่แสบไปยิ่งกว่านั้น เด็กคนนั้นเริ่มนำของแปลกประหลาดจำนวนมากเต็มถุงที่ไม่เกี่ยวกับทีม Dallas Mavericks แม้แต่น้อย อย่างเช่น เสื้อบาสของ LeBron James หมวกของทีม Lakers หรือแม้กระทั่ง ขอให้เซ็นลงบนเมนูอาหารของร้าน…แน่นอน เดิร์ค งงและเริ่มไม่พอใจ แต่ก็ปฏิเสธไปด้วยความสุภาพ…เด็กคนนั้นออกอาการโมโห สบถด่า เดินจากไป และอีกสักพักก็กลับมาขอร้องเดิร์คให้เซ็นของแปลกประหลาดพวกนั้นอีกครั้ง เดิร์คที่รู้สึกอึดอัดแบบเห็นได้ชัด ได้แต่ตอบว่า ให้รอให้เค้าทานข้าวให้เสร็จก่อนอีก 10 นาทีแล้วจะจัดการให้…ในขณะนั้น เพื่อนของเดิร์คถึงกับประหลาดใจว่า เค้าจะยอมเซ็นของพวกนั้นจริงๆ? จนในที่สุดเมื่อเดิร์คพลิกเมนูอาหารนั้นขึ้นมา จึงเห็นข้อความเฉลยว่า เค้ากำลังถูกแกล้งออกรายการทีวีอยู่ เค้าได้แต่ยิ้มและหัวเราะออกมาเสียงดัง

ตั้งแต่เข้าลีกจนถึงวันนี้…วันที่ชื่อของเดิร์ครอวันจารึกเข้าสู่หอเกียรติยศ (Hall of Fame) อย่างสง่างาม เดิร์คก็ยังคงทำตัวเหมือนเดิม ชายหนุ่มอารมณ์ดี สำเนียงเยอรมัน กับผมยาวๆ ยุ่งๆ พันกันไปมาในสนาม…แม้เค้าจะประสบความสำเร็จมากมายเพียงใด และมีโอกาสสร้างรายได้จากชื่อเสียงได้มากเพียงใด สิ่งเดียวที่เค้าต้องการก็ยังคงเป็น ‘การได้อยู่กับบาสเกตบอล’ ที่เค้ารักตลอดไป

Advertisements

จังหวะการปาซุปในตำนานของเจอาร์ สมิธ และ หนึ่งล้านคำถามที่ต้องการคำตอบ

สำหรับเกมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาของทีม คลีฟแลนด์ แคฟวาเลียร์ นั้น มือยิงหลากอารมณ์ เจอาร์ สมิธ ไม่ได้ลงทำการแข่งขัน โดยทางทีมได้มีการรายงานว่า มีการสั่งพักห้ามลงแข่งขัน 1 เกม เนื่องจากมีการกระทำกิริยาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในเกมนั้น เป็นทาง ร็อดนีย์ ฮูด ที่ได้ลงเป็นตัวจริง แต่ ตอนนี้ สมิธ กลับมาร่วมซ้อมกันทีมเรียบร้อยแล้ว และ คาดว่าคงกลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งสำหรับเกมในคืนวันเสาร์นี้ Continue reading จังหวะการปาซุปในตำนานของเจอาร์ สมิธ และ หนึ่งล้านคำถามที่ต้องการคำตอบ

เกมเปลี่ยนโลก: 54 แต้มของเคอรี่ที่ แมดิสันสแควร์การ์เดน

“ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่า ผู้ชายคนนี้ จะเป็นคนที่จะมาเปลี่ยนนิยามของจังหวะการยิงที่มีคุณภาพในโลกของ NBA” – ดอริส เบิร์ก Continue reading เกมเปลี่ยนโลก: 54 แต้มของเคอรี่ที่ แมดิสันสแควร์การ์เดน

ดเวย์น เวด ชู๊ตคว้าชัย หลังใส่รองเท้าไว้อาลัยเหยื่อการยิงกราดที่ปาร์กแลนด์

หลังจากที่กลับรังมาร่วมทีมเก่า ไมอามี่ ฮีต ได้ไม่นาน ดเวย์น เวด ก็ระเบิดฟอร์ม ทำไป 27 แต้มในเกมที่เจอกับฟิลาเดวเฟีย เซเวนตี้ซิกเซอร์ส และ ยิ่งกว่านั้นคือ 2 แต้มสุดท้ายที่ยิงทำแต้มขึ้นนำ เพื่อปิดเกม

เป็นการทำแต้มในสถานการณ์กระชั้นชิด แต้มเบียด เวลากำลังหมด และ แถมยังยิงใส่หน้า เบน ซิมมอนส์ อีกด้วย แต่สิ่งที่พิเศษเหนือกว่าอะไรทั้งหมดนั่นก็คือ เกมนี้ เพื่อเป็นการไว้อาลัย ดเวย์น เวด ได้ใส่รองเท้าที่มีการเขียนชื่อของ ฆัวคิน โอลิเวอร์ เหยื่อคนหนึ่งที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ยิงกราดที่โรงเรียน Marjory Stoneman Douglas High ที่เมือง ปาร์กแลนด์ รัฐฟลอริด้า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เมื่อวันก่อน ได้มีการรายงานว่า ในพิธีศพของโอลิเวอร์ ได้มีการฝังเขาลงไปโดยการใส่เสื้อเจอร์ซี่ของ เวด เนื่องจากว่า โอลิเวอร์ เป็นแฟนพันธุ์แท้คนหนึ่งของตำนานเมืองไมอามี่ และ ก่อนที่จะเสียชีวิตไปก็กำลังตื่นเต้นกับการกลับมาของเวดสู่เมืองไมอามี่

ไม่นานนัก เวด ก็ได้รับรู้เรื่องราวนี้ และ ก็ได้ทำการแสดงความเสียใจผ่านทวิตเตอร์

“นี่คือ ฆัวคิน โอลิเวอร์ เขาเป็นหนึ่งในเยาวชน 17 คน ที่เสียชิวิตอย่างน่าสลด จากเหตุการณ์ที่ปาร์กแลนด์ เขาเป็นแฟนหนึ่งคนที่ตื่นเต้นกับการที่ผมจะได้กลับมาเล่นที่ไมอามี่ และ เมื่อวานนี้ เขาก็ได้เข้าพิธีฝังศพไปโดยที่ใส่เสื้อของผม”

“และนี่แหละ คือ เหตุผลที่ทำไมพวกเราถึงแค่ ‘หุปปากแล้วเล่นบาส’ เพียงอย่างเดียวไม่ได้!”

 

เลอบรอนโวยกรรมการเป่าช่วยสายยิง มากกว่าสายข้าม

เลอบรอน เจมส์ เริ่มเหลืออดเหลือทนกับการเป่าของกรรมการในฤดูกาลนี้… และไม่แน่ ว่าพี่แกอาจจะมีประเด็นที่น่าจับตามองก็เป็นไปได้

ทั้งๆ ที่ เจมส์มีแต้มจากวงในถึง 14.1 แต้มต่อเกมในปีนี้ เขากลับได้ยิงลูกโทษเพียง 6.0 ครั้งต่อเกมเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราการได้ยิงลูกโทษที่น้อยที่สุด หลังจากปีแรกในการเล่นใน NBA

ทั้งนี้ เจมส์ เชื่อว่า เหตุทั้งหมดเกิดจากการที่ กรรมกาหันไปโฟกัสกับการเป่าช่วยนักบาสสายจั๊มยิง ในขณะที่สายทะลวงแหลกอย่างเขา ไม่ได้รับความใส่ใจจากกรรมการเท่าที่ควร โดยเจมส์ออกมาพูดหลังจากเกมที่พ่ายทั้งที่ทำไป 33 แต้มและเกือบทำทริปเปิ้ลดับเบิ้ลได้อีกครั้ง

“ตอนนี้ เราอยู่ในจุดที่สายยิงได้รับการดูแลจากกรรมการดีกว่าสายยิง” เจมส์กล่าว “ผมว่ามันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะอธิบายได้ว่า ทำไมผมได้ยิงลูกโทษเพียง 4 ครั้ง ทั้งที่ผมข้ามเกือบครั้งแล้วก็โดนทั้งฟาด ทั้งล้วง ทั้งรวบ”

“ตอนนี้กลายเป็นสายยิงได้รับการปกป้องจากกรรมการซะแล้ว มันกลายเป็นแบบนั้นจริงๆ”

“Chicks dig the long ball [หรือ ใครๆ ก็ชอบบาสยิงระยะยาวทั้งนั้น] มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ”

เมื่อเกมวันอาทิตย์นั้น เจมส์ข้ามเข้าหาแป้นทั้งหมด 18 ครั้ง และได้ยิงลูกโทษเพียง 4 ครั้ง โดยยิงลงสามครั้ง ในฤดูกาลนี้ จากการเก็ยสถิติของ NBA นั้น เขามีการข้ามทั้งหมด 11.3 ครั้งต่อเกม ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับที่สองในห้าฤดูกาลล่าสุดของเขา แต่จำนวนครั้งในการยิงลูกโทษของเขากลับตกลงมา

ปีที่แล้ว เขามีการยิงลูกโทษเฉลี่ย 6.8 ครั้งต่อการลงเล่น 36 นาที

โค้ช ไทรอน ลู เองก็บอกว่า เขาน่าจะกำลังประสบปัญหาเดียวกับ แชคคีล โอนีล และได้เอาทั้งสองกรณีมาเทียบกัน

“เขาก็เปรียบเหมือน แชค ในกลุ่มการ์ดกับปีกนั่นแหละ ด้วยความที่เขาทั้งแข็งแรง แล้วก็เล่นหนัก พอเขาเข้าหาห่วง กาปะทะกับเขามันเลยดูไม่มีผลเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม นั่นก็ยังถือว่าเป็นการฟาวล์ แต่เขากลับไม่ได้รับการเป่าให้เป็นฟาวล์ แค่เพราะ เขาแข็งแรงกว่า แล้วก็เล่นหนักกว่า ปีกและการ์ดทั่วไป”

ทั้งหมดนี้ ยิ่งเสริมประเด็นความขัดเคืองระหว่างผู้เล่นกับกรรมการที่มีมาตลอดทั้งซีซั่นนี้

ตอนนี้ บาสใน NBA กำลังขับเคลื่อนแอคชั่นไปนอกเขตสามแต้มซะมากก็จริง เพราะฉะนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เจมส์ มีการคาดการณ์ถูกว่า กรรมการ มีการเป่าช่วย สายยิง ให้เกมลื่นไหลมากขึ้นก็เป็นไปได้ หรือ ไม่แน่ เจมส์ อาจจะแค่เป็นคนโชคร้ายคนนึงเท่านั้น แต่ตัวเลขที่ออกมา ก็ถือว่ามีน้ำหนักอยู่บ้าง

แต่ออกมาพูดกันตรงๆ แบบนี้ เชื่อได้เลยว่า จะต้องมีการปรับตังให้ไปสงบสติอารมณ์ทบทวนคำพูดอีกครั้งแน่นอน (ฮา)

แปลและเรียบเรียงโดย TK
อ่านต้นฉบับจาก SB Nation ได้ที่นี่

พ่อพระ จิมมี่ บัตเลอร์ ไม่สนไม้ค้ำ มุ่งทำกิจกรรมเพื่อสังคมทันที

“บางที ชีวิตนี้ จะ Ball Is Life อย่างเดียวก็ไม่ได้!” จิมมี่ บัตเลอร์ คงคิดแบบนี้ ตอนที่ไปทำกิจกรรมกับกองทุน Make-A-Wish โดยไปพบเจอและพูดคุยกับแฟนบาสเยาวชนคนหนึ่ง หลังจากได้รับผลวินิจฉัยอาการบาดเจ็บที่เข่าเพียง 1 วันเท่านั้น

ซึ่ง บัตเลอร์ ได้ทักทายหนุ่มน้อยผู้โชคดีที่ชื่อว่า แมธทิว ลอง อย่างอารมณ์ดีว่า “เฮ้ย ไม่ต้องสนใจไม้ค้ำนะน้อง อย่าไปแคร์ๆ”

แม้จะเคลื่อนอย่างกะโผลกกะเผลก และ แน่นอนว่า ยังมีความเสียใจผิดหวังกับอาการบาดเจ็บของตัวเอง แต่บัตเลอร์ก็ไม่ปล่อยให้มันไปรบกวนกับเวลาของเขากับน้องแมทธิวและครอบครัว

… แต่เกมกลับพลิกที่ กีฬาโปรดของไอ้หนุ่มแมทธิวดันเป็นอเมริกันฟุตบอลไปได้! อย่างไรก็ตาม โคตรพ่อพระบัตเลอร์ก็ไม่ปล่อยเงิบ เล่นตามน้ำด้วยทันที

“กีฬาที่เอ็งชอบที่สุด คือ บาส?” บัตเลอร์ถาม

“…เอ่อ อเมริกันฟุตบอลครับ” แมทธิวตอบแบบเขินๆ

“เอ้า แล้วก็ไม่บอกกกก จะได้เข้าเรื่องซักที!” บัตเลอร์ตอบอย่างอารมณ์ดี “แล้วเอ็งรู้ไหมว่าพี่ชอบกีฬาอะไรมากที่สุด”

“…เอ่อ บาสเกตบอล?”

“เอ้าาาา เอ็งไม่เห็นที่พี่แสดงท่าทีดีใจเมื่อกี๊เลยเรอะ แน่นอนสิว่า พี่ชอบอเมริกันฟุตบอล!” บัตเลอร์ตอบอย่างติดตลก

เป็นมุมความรู้สึกอบอุ่นของนักกีฬาอาชีพที่อาจจะไม่ได้เห็นโดยทั่วไป ยิ่งกับนักกีฬาระดับบัตเลอร์ที่เพิ่งได้รับข่าวบาดเจ็บ โดยเฉพาะกับทีมที่มีหวังเพลย์ออฟอย่างทิมเบอร์วูลฟ์

แต่ ณ จุดๆ นั้น บัตเลอร์ เองก็คงรับรู้ได้ว่า ชีวิตนี้ มันมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าบาสเกตบอลอยู่ และความเอาใจใส่กับเวลาที่เขาได้ใช้กับน้องแมทธิว ก็ได้แสดงให้เห็นว่า บัตเลอร์ เข้าใจถึงจุดนี้จริงๆ

ปล. ไอ้หนุ่มขี้อายนั้น ได้เสื้อเจอร์ซี่ตัวใหม่ พร้อมรองเท้า จอร์แดน 32 หนึ่งคู่ด้วย อิจฉาตาร้อนเลย

แปลและเรียบเรียงโดย TK
ต้นฉบับจาก SB Nation อ่านได้ที่นี่

ดูแรนท์ ออกมาปกป้อง ซาซ่ากับเหตุการณ์ล้มทับเต่า

เควิน ดูแรนท์ ออกโรงปกป้องเพื่อนร่วมทีม ซาซ่า พาชูเลีย กับสื่อหลังจากซ้อมที่นิวยอร์กเพื่อเตรียมแข่งขันในเกมต่อไป

“ผมว่า ซาซ่า ก็ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายใครนะ” ดูแรนท์กล่าว “ผมว่าเขาก็แค่มีการเคลื่อนไหวที่เทอะทะ เหมือนกับคนตัวใหญ่โดยทั่วไปนั่นแหละ ผมได้ดูเทปแล้ว ผมก็เห็นว่า เท้าของเขากับเท้าของนิก [ยัง] มีพันกันอยู่ ซึ่งมันก็น่าจะเป็นส่วนที่ทำให้เขาล้มได้ ผมไม่คิดว่าเขาพยายามจะทำให้เวสบรูคเจ็บหรอก”

“ผมก็เข้าใจในมุมมองของคนดูนะ ว่ามันคงเป็นจังหวะที่แปลกประหลาด แต่ผมได้ดูจากคลิปหลายๆ มุมแล้ว และก็เห็นว่า เท้าของนิก กับ ซาซ่า มันมีไปพันกันจริงๆ ผมว่าเขาไม่ได้มีเจตนาทำร้ายแน่นอน”

“มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นนั่นแหละ และผมก็ดีใจที่ รัซ ไม่เจ็บ”

โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเหตุการณ์ช่วงควอเตอร์ที่สามของเกมที่ โกลเดน สเตท วอริเออร์ส เจอกับ โอคลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ ซึ่งเป็นจังหวะปะทะที่ทำให้เกิดประเด็นการตอบโต้อย่างดุเดือดจากหลายๆ ฝ่าย